18 เมษายน 2569

ธ.ก.ส.เผยแผนไตรมาส 3 ช่วยเหลือลูกหนี้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจ

image

วันที่ 27 ตุลาคม 2565 นายเจริญชัย กสิสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ปี บัญชี 2565 ของ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครสวรรค์ ที่สำคัญ มีดังนี้ มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระทางการเงินของลูกหนี้ จากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สงครามการค้า ภัยธรรมชาติ และสงครามรัสเซียยูเครน จูงใจให้ลูกหนี้ที่ยังคงมีศักยภาพ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีขึ้น ช่วยเหลือลูกหนี้และลด ภาระในการชำระหนี้ โดยลดภาระการจ่ายชำระดอกเบี้ยบางส่วนให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารที่มีปัญหาการ ชำระหนี้เนื่องจากเหตุสุจริตและจำเป็น และช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระให้เหมาะสมกับศักยภาพ การประกอบอาชีพและรายได้ของลูกหนี้ในภาวะปัจจุบัน และฟื้นฟูศักยภาพการชำระหนี้ของลูกหนี้จูงใจ ให้ลูกหนี้มีกาลังใจชำระหนี้ธนาคารได้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และสามารถดำเนินการบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืน ได้ภายในปีบัญชี 2565

ทั้งนี้ ภายในมาตรการดังกล่าว มีโครงการชำระดีมีคืน และโครงการชำระดีมีคืนพลัส ปีบัญชี 2565 เกษตรกรและบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การ นิติบุคคล และกองทุนหมู่บ้านที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับของธนาคารยกเว้น สหกรณ์นอกภาคการเกษตร และองค์กร ที่มีสัญญาต้นเงินกู้หรือสัญญาที่มีดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระคงเหลือในแต่ละไตรมาสของปีบัญชี 2565 และมีสถานะหนี้ปกติธนาคารกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ดังนี้ โครงการชำระดีมีคืน ปีบัญชี 2565 กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 จะต้องเป็นมีสัญญาต้นเงินกู้หรือสัญญาที่มีดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระคงเหลือในแต่ละไตรมาสของปีบัญชี 2565 และมีสถานะหนี้ปกติแบ่งเป็น  1. เกษตรกรและบุคคล คืนดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง (ไม่รวมดอกเบี้ยที่เรียกเพิ่มและค่าธรรมเนียม) สะสมไม่เกิน รายละ 1,000 บาท 2. กลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง คืนดอกเบี้ยเงินกู้ ในอัตราร้อยละ 10 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง โดยกรณีกลุ่มบุคคลนิติบุคคล กองทุน หมู่บ้านและชุมชนเมือง สะสมไม่เกินรายละ 3,000 บาท กรณีกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์สะสมไม่เกินรายละ 10,000 บาท

ส่วนการแบ่งงบประมาณ มีการแบ่งงบเป็น 4 ไตรมาส โดยไตรมาส 1 งบประมาณ 500 ล้านบาท (25%) ไตรมาส 2 งบประมาณ 300 ล้านบาท (15%) ไตรมาส 3 งบประมาณ 400 ล้านบาท (20%) และไตรมาส 4 งบประมาณ 800 ล้านบาท (40%) โดยธนาคารจะทำการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้า โดยคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่ชำระดอกเบี้ยได้ภายในไตรมาสที่มีหนี้ถึงกำหนดชำระ หรือในไตรมาสถัดไปเฉพาะในกรณีไม่สามารถชำระได้ทันกำหนดชำระในไตรมาส

ขณะที่โครงการชำระดีมีคืนพลัส ปีบัญชี 2565 กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงวันที 31 ธันวาคม 2565 จะต้องเป็นมีสัญญาต้นเงินกู้หรือสัญญาที่มีดอกเบี้ยถึง กำหนดชำระคงเหลือของปีบัญชี 2565 เกษตรกรและบุคคล ที่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 
31 ธันวาคม 2565 จะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง (ไม่รวมดอกเบี้ยที่เรียกเพิ่มและค่าธรรมเนียม) สะสมไม่เกิน รายละ 2,000 บาท โดยธนาคารจะทำการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้า

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ตามมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะสั้นสำหรับลูกหนี้ NPL ปีบัญชี 2565 โดยมีมาตรการทางด่วนลดหนี้ ปีบัญชี 2565 เป็นลูกหนี้ตามข้อบังคับของธนาคาร ทุกข้อบังคับ ที่ถูกดำเนินคดีหรือยังไม่ดำเนินคดีไม่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์และหรือไม่เป็นบุคคลล้มละลายยกเว้น ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดธนาคารไม่อนุญาตให้เข้าร่วมโครงการฯ ระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 
2565 ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลดดอกเบี้ย ดังนี้ 1. ลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ NPL ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 เมื่อช าระหนี้เสร็จสิ้นเป็นรายสัญญาลดดอกเบี้ยร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยนอกบัญชี และ 2. ลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ NPL ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565 เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นเป็นรายสัญญาลดดอกเบี้ยร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยนอกบัญชี1.2.2 มาตรการจ่ายน้อย ผ่อนคลาย ได้ลดดอกเบี้ย ปีบัญชี 2565 โดยลูกหนี้เกษตรกร บุคคล ตามข้อบังคับของธนาคาร ที่ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพกลุ่มลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร (รายคน) และได้แสดงความประสงค์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยความสมัครใจ ให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหา และเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความจริงแก่ธนาคาร มีความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจ และยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไข ของธนาคาร โดยลูกหนี้ต้องชำระต้นเงินก่อนโอนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ร้อยละ 1 ของต้นเงินที่นำมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้สาขาดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลา การชำหนี้ สูงสุดไม่เกิน 20 ปีธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR = 6.50 บาท/ปี) เมื่อชำระบัญชีรวมต้นเงินเสร็จสิ้น และชำระบัญชีรวมดอกเบี้ยได้ร้อยละ 50 ให้ลดหนี้บัญชีรวมดอกเบี้ย ไม่เกินร้อยละ 50 ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2565

สำหรับโครงการลดดอกเบี้ยแก้หนี้ภาคครัวเรือน ปีบัญชี 2565 มีระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ถึง 31 มีนาคม 2566 โดย
ธนาคารมีการช่วยเหลือด้วยการลดดอกเบี้ยมากน้อยตามการชำระหนี้ของลูกค้า ดังนี้ กรณีเกษตรกร และบุคคล ชำระหนี้เสร็จสิ้นเป็นรายสัญญา อัตราการลดดอกเบี้ยไม่เกิน 50% ชำระดอกเบี้ยได้เสร็จสิ้น อัตราการลดดอกเบี้ย 30% ชำระดอกเบี้ยได้บางส่วน อัตราการลดดอกเบี้ย 20% กรณีกลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตรกร กองทุนหมู่บ้านฯ สหกรณ์ นิติบุคคล ชำระหนี้เสร็จสิ้นเป็นรายสัญญา อัตราการลดดอกเบี้ยไม่เกิน 50% และชำระดอกเบี้ยได้เสร็จสิ้นหรือบางส่วน อัตราการลดดอกเบี้ย 10%

นายเจริญชัย กล่าวถึงโครงการต่อไป โดยระบุ โครงการการบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างยั่งยืน ธนาคารได้กำหนดแนวทาง การบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นเป้าหมายแท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เหมาะกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ลูกหนี้ได้รับผลกระทบรุนแรง และมีความไม่แน่นอนสูง โดยใช้เครื่องมือบริหารจัดการหนี้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพ และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับปัญหาของลูกค้าแต่ละราย ตามแนวทางของ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการขยายระยะเวลาการชำหนี้ สูงสุดไม่เกิน 20 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของธนาคาร ระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการในเฟสที่ 1 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่ง สนจ.นครสวรรค์ มีผลดำเนินการในปีบัญชี 2565 ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ดังนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยั่งยืน (ณ วันที่ 30 กันยายน 2565) กรณี NON-NPLs ผลดำเนินงาน 236 สัญญา เป็นต้นเงิน 150.02 ล้านบาท กรณี NPLs ผลดำเนินงาน 316 สัญญา เป็นต้นเงิน 107.22 ล้านบาท รวม 552 สัญญา เป็นต้นเงิน 167.24 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือลูกค้าตามมาตรการตัดชำระหนี้ตามสัดส่วน (จ่ายดอก ตัดต้น) เป็นลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มีต้นเงินกู้คงเหลืออยู่กับธนาคารและเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรการ ยกเว้นสัญญาที่ไม่เข้าร่วมมาตรการที่ธนาคารกำหนด โดยให้ลูกค้าแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการ โดยระบุวัตถุประสงค์เพื่อขอลดภาระหนี้ หรือเพื่อขอเลื่อนงวดกำหนดชำระ เป็นการเฉพาะกิจตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 และให้เป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้ 1.กรณีลูกค้าประสงค์ชำระหนี้เพื่อขอลดภาระหนี้ ต้องเป็นสัญญาที่มีสถานะหนี้เป็นปกติ หรือหนี้ถึงกำหนดชำระในปีบัญชี 2565 ก าหนดสัดส่วนการตัดชำระหนี้ของจำนวนเงินที่ลูกค้าประสงค์จะชำระหนี้ โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 50 และเป็นต้นเงินร้อยละ 50 2. กรณีลูกค้าประสงค์ช าระหนี้เพื่อขอเลื่อนงวดกำหนดชำระลูกค้าต้องนำเงินมาชำระไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของดอกเบี้ยค้างรับในสัญญา ณ วันที่ชำระ โดยกำหนดสัดส่วนการตัดชำระหนี้ของจำนวนเงินที่ลูกค้าประสงค์จะชำระหนี้โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 50 และอีกร้อยละ 50 ให้นำมาตัดชำระต้นเงินจึงจะสามารถเลื่อนงวดกำหนดชำระได้ไม่เกิน 12 เดือน นับจากงวดกำหนดชำระเดิม ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดตามมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เพิ่มเติม หรือแสดงความประสงค์รับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่เป็นลูกค้า

สำหรมาตรการช่วยเหลือเกษตรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ 2.1 ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ มอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ภัยธรรมชาติ (อุทกภัย) จากพายุโนรู เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ในเขตการดำเนินงานของสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครสวรรค์ ส่งผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายด้านการเกษตร ตลอดจนทรัพย์สินที่อยู่อาศัยของลูกค้า นั้น ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าว ซึ่งสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน และกรณีให้การช่วยเหลือฟื้นฟูภายหลังประสบภัย ดังนี้ 1.มอบถุงยังชีพให้กับพี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่อำเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก อำเภอไพศาลี และอำเภอชุมแสง รวมจำนวน 1,030 ชุด 2. มอบน้ำดื่มให้กับผู้ประสบภัยธรรมชาติ (อุทกภัย) อำเภอเมืองนครสวรรค์ และอำเภอชุมแสง รวมจำนวน 10,000 ขวด2.2 โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรลูกค้า ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปใช้สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ และลดปัญหาการก่อหนี้นอกระบบ สำหรับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. หรือเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ และอยู่ในเขตประกาศพื้นที่ประสบภัยของผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 2 โครงการ ดังนี้ โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติปี 2565/66 วัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินรายละ ไม่เกิน 50,000 บาท ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันกู้ คิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา เดือนที่ 1 - 6 ร้อยละ 0 ต่อปีเดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR (MRR เท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 หรือจนกว่าจะเต็มวงเงินให้สินเชื่อจำนวน 10,000 ล้านบาท ใช้หลักประกันหนี้เงินกู้ตามข้อบังคับและวิธีปฏิบัติปกติ
ของธนาคาร

โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าลงทุนในการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต รายละ ไม่เกิน 500,000 บาท ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน 15 ปี นับแต่วันกู้ คิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-2 (MRR เท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะเต็มวงเงินให้สินเชื่อ จำนวน 10,000 ล้านบาท ใช้หลักประกันหนี้เงินกู้ตามข้อบังคับและวิธีปฏิบัติปกติของธนาคาร

ข่าวล่าสุด